10 อาหารที่มีวิตามินดี กินอะไรแล้วได้ Vitamin D บ้าง

วิตามินดี (Vitamin D) คือวิตามินที่ละลายในไขมัน (Fat-soluble vitamin) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง อีกทั้งยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ และการทำงานของเซลล์

นอกจากจะได้รับจาแกแสงแดดแล้ว 10 อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่:

  1. ปลาแซลมอน
  2. น้ำมันตับปลา
  3. ปลาซาร์ดีน
  4. ปลาแมคเคอเรล
  5. ปลาทูน่า
  6. ไข่แดง
  7. ตับวัว
  8. เห็ดที่ผ่านแสง UV
  9. ปลาเฮร์ริ่ง
  10. ปลากะตัก

โดยในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึกรายละเอียดอื่นๆ ที่ควรรู้ในการเพิ่มปริมาณ Vitamin D จากอาหารตามธรรมชาติกัน

ปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

ปริมาณวิตามินดีที่ควรได้รับต่อวัน ตามข้อมูลที่กรมอนามัยโลกได้แนะนำเอาไว้ แบ่งตาม กลุ่มอายุ หรือ ภาวะ มีดังนี้:

  • ทารก 0–12 เดือน: 400 IU
  • เด็ก 1–18 ปี: 600 IU
  • ผู้ใหญ่ 19–70 ปี: 600–800 IU
  • ผู้สูงอายุ >70 ปี: 800–1,000 IU
  • หญิงตั้งครรภ์ / ให้นมบุตร: 600–800 IU
  • ผู้ที่ขาดวิตามินดี: 1,000–2,000 IU หรือมากกว่านี้ตามคำแนะนำแพทย์

หมายเหตุ:

  • ผู้ที่มีภาวะขาด หรือมีปัจจัยที่ทำให้ดูดซึมได้น้อย เช่น โรคลำไส้บางชนิด อาจต้องได้รับในปริมาณสูงขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • ปริมาณที่แนะนต่อวัน ไม่จำเป็นต้องกินให้ได้ปริมาณที่ระบุไว้ทุกวัน เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน ดังนั้นร่างกายสามารถเก็บสะสมไว้ได้นาน

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยวัด

Vitamin D มักถูกวัดในหน่วย IU (International Unit) ซึ่งเป็นหน่วยสากลที่ใช้สำหรับวัดปริมาณของวิตามินบางชนิด เช่น A, D, E และ K โดย 1 ไมโครกรัม (mcg) ของวิตามินดี3 เท่ากับ 40 IU

ดังนั้นถ้าคุณได้รับ 25 ไมโครกรัม ก็เท่ากับได้รับ 1,000 IU

ตัวอย่าง: วิตามินดี 10 mcg = 400 IU

10 แหล่งอาหารพร้อมปริมาณที่ได้รับ

  1. ปลาแซลมอน: เป็นหนึ่งในแหล่งวิตามินดีตามธรรมชาติที่สูงที่สุด โดยเฉพาะแซลมอนที่เลี้ยงตามธรรมชาติ โดยจะได้รับวิตามินดีประมาณ 600–1,000 IU ต่อปลา 100 กรัม
  2. น้ำมันตับปลา: อีกหนึ่งแหล่งที่แนะนำ โดยจะได้รับวิตามินดีประมาณ 450–1,000 IU ต่อ 1 ช้อนชา (5 มล.)
  3. ปลาซาร์ดีน: ประมาณ 270 IU ต่อ 100 กรัม
  4. ปลาแมคเคอเรล: ประมาณ 360 IU ต่อ 100 กรัม
  5. ปลาทูน่า: ประมาณ 250 IU ต่อ 100 กรัม
  6. ไข่แดง: ประมาณ 40–50 IU ต่อฟอง
  7. ตับวัว: ประมาณ 50 IU ต่อ 100 กรัม
  8. เห็ดที่ผ่านแสง UV: ประมาณ 400 IU ต่อ 100 กรัม
  9. ปลาเฮร์ริ่ง: ประมาณ 300–1,000 IU ต่อ 100 กรัม
  10. ปลากะตัก: ประมาณ 150–200 IU ต่อ 100 กรัม

เพิ่ม Vitamin อย่างง่ายและเร็วด้วยการฉีด

การเสริม Vitamin D ด้วยการฉีด เป็นทางเลือกที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพสำหรับผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดีเมื่อเทียบกับการรับประทานอาหาร หรือผู้ที่ต้องการเพิ่มระดับวิตามินในร่างกายอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาการดูดซึมผ่านทางลำไส้ หรือไม่สามารถรับแสงแดดได้เพียงพอ โดยสามารถเห็นผลภายในไม่กี่วัน และได้รับปริมาณที่เหมาะสมในการให้ร่างกายนำไปใช้

ทาง Wellness ของเรามีบริการฉีดวิตามินดี 3 เข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular Injection) บริเวณต้นแขน หรือสะโพก โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์มากที่สุด ในเวลาที่เร็วที่สุด ติดต่อวันนี้ โทร 0661642492 ADD LINE หรือทำการนัดผู้เชี่ยวชาญของเราเพิ่อขอข้อมูลเพิ่มเติม

Similar Posts

  • เส้นเลือดในสมองตีบ vs แตกแบบไหนอันตรายกว่ากัน ?

    PROGRAM: คัดกรองและป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke Prevention & Vascular Screening) จุดเด่น: เจาะลึกความแตกต่างของโรคหลอดเลือดสมอง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ และเน้นย้ำความสำคัญของการตรวจประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดอาการ เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีความเสี่ยง (ความดันสูง ไขมันสูง เบาหวาน) วัยทำงานตอนปลาย หรือผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง “คำถามนี้เป็นสิ่งที่คนไข้และญาติถามหมอบ่อยมากค่ะ ความจริงคือทั้ง ‘ตีบ’ และ ‘แตก’ ล้วนเป็นภาวะฉุกเฉินขั้นวิกฤตที่ทำลายเนื้อเยื่อสมองทั้งคู่ แต่จุดเริ่มต้น ความรุนแรงเฉียบพลัน และแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงค่ะ” โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับสมองในรูปแบบที่ต่างกัน การทำความเข้าใจความต่างนี้ จะช่วยให้เราเฝ้าระวังและป้องกันได้อย่างตรงจุด 1. เส้นเลือดสมองตีบหรือตัน (Ischemic Stroke) “ภัยเงียบที่พบบ่อยที่สุด” เส้นเลือดสมองตีบ เกิดจากอะไร? เกิดจากการที่มีคราบไขมัน (Plaque) ไปเกาะตามผนังหลอดเลือดจนหนาตัวขึ้น ทำให้ช่องทางการไหลเวียนของเลือดแคบลง หรือมีลิ่มเลือดจากจุดอื่น (เช่น จากหัวใจ) ลอยมาอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองส่วนนั้นขาดเลือดและออกซิเจน 2. เส้นเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke)…

  • ความดันสูง + เบาหวาน ทำร้ายไต

    PROGRAM: คัดกรองและฟื้นฟูความเสื่อมของไต (Kidney Health & Metabolic Screening) จุดเด่น: เจาะลึกความสัมพันธ์ของโรค NCDs ยอดฮิตอย่าง “เบาหวาน” และ “ความดันโลหิตสูง” ที่ทำลายหน่วยกรองไตอย่างเงียบ ๆ พร้อมแนวทางการป้องกันและฟื้นฟูก่อนเข้าสู่ภาวะไตวาย เหมาะสำหรับ: ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน, ความดัน, ไขมัน), ผู้ที่มีค่าไตเริ่มตก, ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคไต หรือวัยทำงานที่ละเลยการตรวจสุขภาพ ความดันสูง + เบาหวาน: 2 ตัวการสำคัญที่ค่อย ๆ ทำร้ายไตอย่างเงียบ ๆ “คนไข้ที่มีโรคประจำตัวมักจะโฟกัสแค่การกินยาเพื่อกดตัวเลขน้ำตาลหรือความดันให้อยู่ในเกณฑ์ แต่ลืมไปว่าหากเราคุมต้นเหตุไม่ได้ ปลายทางของ 2 โรคนี้จะไปบรรจบกันที่ ‘ภาวะไตเสื่อม’ และ ‘ไตวายเรื้อรัง’ ค่ะ” หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไต เป็นอวัยวะที่เต็มไปด้วย “หลอดเลือดฝอย” จำนวนมหาศาล ทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องกรองของเสียออกจากร่างกาย ดังนั้นโรคอะไรก็ตามที่ทำลายหลอดเลือด ย่อมทำลายไตโดยตรง ซึ่ง 2 สาเหตุอันดับต้นๆ ของคนไทยที่ต้องฟอกไต ก็คือ…

  • กินวิตามินยังไง เวลาไหนดี ให้เกิดประโยน์สูงสุด

    กินวิตามินยังไง เวลาไหนดี ให้เกิดประโยน์สูงสุด บทความนี้มีคำตอบ

  • โรคเรื้อรังไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว

    แต่ค่อยๆ สะสมจากพฤติกรรมเล็กๆ ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการกินหวาน มัน เค็ม พักผ่อนไม่พอ หรือไม่ออกกำลังกาย ทั้งหมดนี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อเบาหวาน ความดัน ไขมัน และไตเสื่อม รู้ทันวันนี้ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ ป้องกันปัญหาใหญ่ในอนาคต 🩺💙 เพราะสุขภาพดี…สร้างได้ตั้งแต่ตอนนี้ สนใจสอบถามเพิ่มเติม 📍https://maps.app.goo.gl/K85LdsN5nnX2NK3z9  Line : @wellnessthonglor 📞   066-164 2492,  061-446-3962

  • สัญญาเตือน ! โพเทสเซียมในเลือดสูง

    PROGRAM: ตรวจคัดกรองการทำงานของไตและสมดุลแร่ธาตุ (Kidney Health & Electrolyte Screening) จุดเด่น: ประเมินประสิทธิภาพการขับของเสียของไต พร้อมเจาะลึกระดับแร่ธาตุในเลือด เพื่อป้องกันภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลันจากโพแทสเซียมคั่ง เหมาะสำหรับ: ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง (CKD), ผู้ที่มีโรคประจำตัว (เบาหวาน ความดัน), ผู้ที่ทานอาหารเสริม/ยาสมุนไพรเป็นประจำ หรือผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย กล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ โพแทสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) เกี่ยวข้องกับ “ไต” อย่างไร? “โพแทสเซียม (Potassium) เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมากต่อการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ ‘กล้ามเนื้อหัวใจ’ ค่ะ แต่ถ้ามีมากเกินไปก็เปรียบเสมือนไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งอวัยวะเดียวที่ทำหน้าที่รักษาสมดุลนี้คือ ‘ไต’ ของเรานั่นเองค่ะ” ในสภาวะปกติ ร่างกายจะได้รับโพแทสเซียมจากอาหาร (เช่น ผัก ผลไม้) และจะถูกขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะโดยการทำงานของไตถึง 90% ดังนั้น หากไตเริ่มเสื่อมสภาพ อ่อนแอ หรือเข้าสู่ภาวะโรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) ประสิทธิภาพในการขับโพแทสเซียมจะลดลง ทำให้แร่ธาตุตัวนี้ค้างสะสมอยู่ในกระแสเลือดจนเกิดภาวะ โพแทสเซียมในเลือดสูง ซึ่งเป็นอันตรายถึงขั้นหัวใจวายเฉียบพลันได้ เช็กลิสต์ 5…